แต่โชคยังดีที่ฟ้ามีตา สวรรค์มีใจ คนในชุมชนมีมโนสำนึก เพราะในปี พ.ศ. 2534 ชาวบ้าน
ในพื้นที่โดยการนำของ ไพบูลย์ รัตนพงศ์ธระ หรือผู้ใหญ่ชงค์ ได้ร่วมกันปลูกป่าชายเลน
เพื่อฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งผู้ใหญ่ชงค์บอกว่า ช่วงแรกๆ
ก็ประสบกับปัญหาสารพัดสารเพ ทั้งการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูก การอยู่รอดของพันธุ์ไม้
หลังการปลูก และการไม่รวมมือของชาวบ้านบางคนแต่นั่นก็ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ชงค์และชาวบ้าน
กลุ่มหนึ่งย่อท้อ พวกเขายังคงเดินหน้าปลูกป่าต่อไป จนหน่วยงานของรัฐเริ่มให้ความสนใจ
ส่วนที่ถือยังความปลาบปลื้มให้กับชาวบ้านอย่างล้นพ้นก็คือ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูก
ป่าชายเลนคลองโคน จึงได้เสด็จมาปลูกป่าที่นี่ด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2540,2541,2542
,2545 และ 2547 ส่งผลให้ปัจจุบันป่าชายเลนคลองโคนพลิกฟื้นขึ้นมาเขียวขจีอีกครั้งหนึ่ง
อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรชายฝั่งมากมาย ช่วยปลุกวิถีการทำประมงพื้นบ้าน
ชายฝั่งให้กลับมาคึกคัก รวมไปถึงอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
โดยชาวบ้านได้รวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ
ต่างๆตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มกระเตง(ขนำกลางทะเล) กลุ่มชาวเรือ
กลุ่มทำอาหาร
เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้น ชาวชุมชนบ้านคลองโคนยังรวมตัวกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนคลองโคน เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน และเพื่อส่งเสริมกิจกรรม
ท่องเที่ยวราคาเยา แต่ว่ามีประโยชน์
ได้ทั้งความสนุก ได้สาระความรู้ และความรู้สึกดีๆ
ที่ได้รวมกันอนุรักษ์ธรรมชาติควบคู่กันไป
และนั่นคือสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางสู่บ้านคลองโคน เพื่อออกท่องทะเลชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน โดยเริ่มจากการเดินทางไปยัง "ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคน" เพื่อนั่งเรือหางยาวความจุประมาณ 5 คนต่อลำ เพื่อล่องชมวิถีการทำประมงพื้นบ้าน รับลมเย็นๆ สัมผัสกับบรรยากาศของป่าชายเลนสองข้างทาง ซึ่งป่าชายเลนที่นี่มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบเรียงรายสวยงาม